เทคนิคการดูแลลูกสุนัขเบื้องต้น

เทคนิคการดูแลลูกสุนัขเบื้องต้น

หากเราจะกล่าวถึงสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งในการเลี้ยงสุนัขก็คือ ลูกสุนัข นั่นเอง

โดยการเลี้ยงสุนัขส่วนใหญ่นั้น นิยมนำมาเลี้ยงกันตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่ทั่วไป เนื่องจากสามารถฝึกฝนให้ลูกสุนัขเชื่อฟังคำสั่งได้ดีกว่า นอกจากนี้เเล้วลูกสุนัขยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้รวดเร็วกว่าสุนัขโต และมักจะไม่แสดงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ที่เราอาจพบได้ในสุนัขโต แต่ก็มีสิ่งที่ลูกสุนัขมักเเสดงอาการต่างๆ ทั้งการเล่นซน และอาจก่อความเสียหายหรือความวุ่นวายในบ้านได้เช่นกันให้หลายๆ กรณี ทั่ง การกัดพรมหรือทำพื้นเปรอะเปื้อน รวมทั้งการกัดรองเท้า ซึ่งเมื่อลูกสุนัขถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังก็มักจะเเสดงอาการเห่าร้องจนน่ารำคาญหรือน่าสงสารอยู่ตลอด ดังนั้นการเลี้ยงและการฝึกลุกสุนัขนั้นผู้เลี้ยจะต้องมีอดทนสูง พร้อมทั้งเข้าใจในพฤติกรรมของลูกสุนัขอีกด้วย ทั้งนี้ ตัวสุนัขเองก็มักจะเรียนรู้และสามารถตอบสนองความต้องการของเจ้าของได้โดยใช้เวลาในการฝึกสอนไม่นานนัก เนื่องจากสุนัขเป็นสัตว์ประเภทที่คุ้นเคยกับกิจกรรมที่ทำซ้ำซากได้เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับช่วงเวลาในการผสมพันธุ์ของสุนัขนั้น

โดยปกติเเล้วสุนัขเลี้ยงตัวเมียที่โตเต็มที่ จะเป็นสัดปีละ2 ครั้ง ขณะที่สุนัขป่ามักเป็นสัดปีละครั้ง ทั้งสุนัขป่า และสุนัขเลี้ยงมีระยะเวลาในการตั้งท้องนาน 2 เดือน โดยที่ลูกสุนัขแรกเกิดจะไม่สามารถช่วยตัวเองได้เลย ดังนั้น แม่สุนัขจะให้นมทำความสะอาดลูกสุนัขตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงวัยที่ลูกสุนัขหย่านม และพวกมันจะเริ่มกินอาหารแข็งได้เมื่ออายุประมาณ 4-6 สัปดาห์เเล้ว นับว่าช่วงเวลานี้เราต้องดูเเลเเม่สุนัขเป็นอย่างดี

การสังเกตว่าลูกสุนัขที่เราเลี้ยงนั้นมีสุขภาพที่ดีหรือไม่นั้น

ก็ทำได้จากการสังเกตดูว่าพวกมันจะชอบเล่นกันแรงๆ หลังจากนั้นก็จะนอนหลับเป็นเวลาค่อนข้างนาน โดยการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ก็อาจอีกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกสุนัขดูหงอยเหงาลง โดยสุนัขที่มีสุขภาพดีจะกินอาหารได้ดี เเละมีอุจจาระเป็นก้อนโดยไม่มีมูกหรือเลือดปน ส่วนทางด้านผิวหนังก็มีมีความยืดหยุ่นตามปกติ และท้องไม่ควรป่องเพราะอาจเป็นอาการที่แสดงว่ามีพยาธิ อย่างไรก็ตาม แม้ลูกสุนัขจะดูมีสุขภาพปกติ แต่คุณก็ควรถ่ายพยาธิและฉีดวัคซีนป้องกันโรคสำคัญต่างๆ ตามโปรเเกรมที่วางไว้ ซึ่งคุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมได้ถึงโปรเเกรมในการให้วัคซีน
การเติบโตของลูกสุนัขนั้นเราสามาดูเเละสังเกตได้จากขนของลูกสุนัขที่มักจะบางกว่าสุนัขโต อย่างเช่น สุนัขพันธุ์โอลด์ อิงลิช ชีพด็อก แต่ลักษณะของสีขนมักจะคงเดิมแม้สุนัขจะโตขึ้นก็ตาม เเละเมื่อสุนัขมีอายุราวๆ 6 เดือน ควรจะมีฝึกให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทางเเละมีการ ฝึกให้คุ้นเคยกับสายจูงและการจูงเดินในที่สาธารณะ เจ้าของอาจปล่อยให้วิ่งเล่นโดยอิสระได้ แต่ควรเลือกสถานที่ที่มีพลุกพล่าน ห่างจากถนนและสิ่งรบกวนต่างๆ หากสุนัขวิ่งห่างออกไปควรเรียกให้กลับมา ไม่ควรวิ่งไล่ตามเพราะสุนัขอาจเข้าใจว่ากำลังเล่นกับมัน โดยปกติหลังจากที่สุนัขได้วิ่งออกกำลังกายเพียงพอแล้วก็จะกลับมาหาเจ้าของเอง

สำหรับขนาดของลูกสุนัขนั้น ไม่ว่าพวกมันจะเป็นพันธุ์ใหญ่หรือพันธุ์เล็กก็ตาม

ก็มักจะมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่กับลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น พันธุ์ชาไป่ เเล้วพวกมันจะมีอัตราในการเจริญเติมโตเร็วกว่าลูกสุนัขพันธุ์เล็ก จำพวก ค็อกเกอร์ สเปเนียล เป็นต้น โดยลูกสุนัขนั้นไม่ควรให้พวกมันออกกำลังกายมากเกินไป โดยเฉพาะลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ เพราะจะเกิดผลเสียต่อโครงสร้างของร่างกายได้ ทางที่ดีควรให้ลูกสุนัขเดินออกกำลังกายทุกวัน และให้ลูกสุนัขได้วิ่งอย่างอิสระกันบ้าง เพื่อให้พวกมันรู้สึกมีความสุข
เมื่อลูกสุนัขเจริญเติมโตเเล้วก็จะเข้าสู่วัยรุ่นหนุ่มสาว ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณะต่างๆ เช่น อย่างในสุนัขพันธุ์เยอรมัน เชพเพิร์ด ใบหูของพวกมันจะเริ่มตั้ง ซึ่งโดยทั่วไปใบหูจะตั้งตรงเมื่ออายุได้ประมาณ 6 เดือน เเต่ก็อาจจะมีบางตัวที่ใบหูยังพับลงแม้จะมีขนาดโตเต็มวัยแล้วก็ตาม หรืออย่างสุนัขพันธุ์ออสเตรเลียน แคทเทิล ด็อก ซึ่งจะมีสีขนค่อนข้างซีด ในระยะที่เป็นลูกสุนัข แต่สีขนจะเข้มขึ้นเมื่อสุนัขมีอายุประมาณ 6 เดือน รวมทั้งสีของตาก็เปลี่ยนจะไปอีกด้วย